ตารางซ้อมและการฟื้นตัว

วอร์มอัพก่อนเล่นเวทอย่างไรให้ถูกวิธี

คำตอบสั้น ๆ

วอร์มอัพก่อนเล่นเวทให้ครบ 3 ขั้น คือคาร์ดิโอเบา ๆ ราว 5–10 นาทีให้ตัวอุ่น ขยับข้อต่อแบบไดนามิกในส่วนที่จะใช้ แล้วทำเซ็ตวอร์มอัพไล่น้ำหนักจากเบาไปใกล้น้ำหนักจริงโดยลดจำนวนครั้งลงเรื่อย ๆ งานวิเคราะห์รวมพบว่าการวอร์มอัพช่วยให้สมรรถภาพดีขึ้นใน 79% ของตัวชี้วัดที่ศึกษา ส่วนการยืดค้างก่อนยก ถ้าค้างไม่ถึง 60 วินาทีต่อมัด ผลต่อสมรรถภาพแทบไม่มี

วอร์มอัพช่วยอะไร

งานวิเคราะห์รวม (meta-analysis) ของ Fradkin และคณะ (2010) รวบรวมงานวิจัยเรื่องผลของการวอร์มอัพต่อสมรรถภาพทางกาย พบว่าการวอร์มอัพช่วยให้สมรรถภาพดีขึ้นใน 79% ของตัวชี้วัดที่ศึกษา สำหรับคนเล่นเวท ประโยชน์ที่รู้สึกได้ชัดคือ

  • ร่างกายพร้อม ตัวอุ่นขึ้น ข้อต่อขยับได้คล่องขึ้น เซ็ตแรกไม่รู้สึกแข็งทื่อ
  • ได้ซ้อมท่าก่อนยกหนัก เซ็ตเบา ๆ ช่วยทวนจังหวะ ตำแหน่งเท้า มือ และการหายใจ ก่อนใช้น้ำหนักจริง
  • ได้เช็กร่างกายวันนั้น ถ้าข้อไหนเจ็บผิดปกติ หรือน้ำหนักที่เคยรู้สึกเบากลับหนักผิดปกติ จะรู้ตั้งแต่เซ็ตวอร์มอัพ และปรับแผนได้ทัน

สิ่งที่ควรรู้คือ วอร์มอัพไม่ได้รับประกันว่าจะไม่บาดเจ็บ มันช่วยให้ร่างกายพร้อมและสังเกตความผิดปกติได้เร็วขึ้น แต่ท่าที่ถูกต้อง น้ำหนักที่เหมาะสม และการพักให้พอยังสำคัญเท่าเดิม

ขั้นที่ 1: วอร์มอัพทั่วไป 5–10 นาที

เริ่มจากกิจกรรมเบา ๆ ที่ใช้ร่างกายหลายส่วนราว 5–10 นาที ความหนักประมาณพอให้หายใจแรงขึ้นเล็กน้อยแต่ยังพูดคุยได้ เช่น

  • เดินเร็วหรือเดินชันบนลู่วิ่ง
  • ปั่นจักรยานอยู่กับที่
  • เครื่องกรรเชียงบก (rowing machine)
  • เครื่องเดินวงรี (elliptical)

เป้าหมายคือให้ตัวอุ่น ไม่ใช่ให้เหนื่อยจนเสียแรงก่อนยก ถ้าเดินหรือปั่นจักรยานมายิมอยู่แล้ว ขั้นนี้อาจสั้นลงได้

ขั้นที่ 2: ขยับข้อต่อแบบไดนามิก

การยืดแบบไดนามิก (dynamic stretching) คือการเคลื่อนไหวต่อเนื่องให้ข้อต่อขยับจนสุดช่วงอย่างควบคุม ไม่ใช่ค้างนิ่ง เลือกท่าให้ตรงกับส่วนที่จะเล่นในวันนั้น ทำท่าละประมาณ 5–10 ครั้ง

ก่อนเล่นส่วนบน

  • หมุนแขนเป็นวงกลม ไปข้างหน้าและข้างหลัง
  • ดึงยางยืดออกด้านข้าง (band pull-apart)
  • ไถแขนขึ้นลงแนบกำแพง (wall slide)
  • วิดพื้นช้า ๆ โดยวางมือบนม้านั่ง

ก่อนเล่นส่วนล่าง

  • สควอตด้วยน้ำหนักตัว (bodyweight squat)
  • ลันจ์ก้าวเดิน (walking lunge)
  • เหวี่ยงขาไปหน้าหลังและด้านข้าง (leg swing)
  • นอนหงายยกสะโพก (glute bridge)

ทั้งหมดใช้เวลาไม่กี่นาที ถ้าวันนั้นเล่นทั้งตัว เช่น ตาราง Full Body มือใหม่ 3 วัน ให้เลือกจากทั้งสองกล่องอย่างละ 2 ท่า

ยืดเหยียดแบบค้างก่อนยกเวทได้ไหม

การยืดค้างนิ่ง (static stretching) ก่อนเล่นเวทมักถูกเตือนว่าทำให้แรงลด งานทบทวนของ Behm และคณะ (2016) พบว่า ถ้ายืดค้างไม่ถึง 60 วินาทีต่อมัด ผลต่อสมรรถภาพน้อยมากจนแทบไม่มีความหมาย แต่ถ้าค้างนานกว่านั้นอาจทำให้สมรรถภาพลดลง และถ้าการยืดอยู่ในการวอร์มอัพที่มีการเคลื่อนไหวแบบไดนามิกด้วย ผลเสียจะน้อยลง

นำมาใช้ได้แบบนี้

  • ถ้ามีมัดที่ตึงจนขยับได้ไม่สุดท่า เช่น สะโพกตึงจนสควอตลงได้ไม่ลึก ยืดค้างสั้น ๆ ก่อนได้
  • ยืดค้างไม่ถึง 60 วินาทีต่อมัด แล้วตามด้วยการเคลื่อนไหวแบบไดนามิกและเซ็ตวอร์มอัพ
  • ถ้าอยากยืดค้างนาน ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ย้ายไปทำหลังซ้อมหรือในวันพัก

ขั้นที่ 3: เซ็ตวอร์มอัพ ไล่น้ำหนักก่อนเซ็ตจริง

ขั้นนี้สำคัญที่สุดสำหรับท่าหลักที่ยกหนัก หลักคือเริ่มจากน้ำหนักเบา เพิ่มน้ำหนักทีละขั้น และลดจำนวนครั้งลงเมื่อน้ำหนักใกล้เซ็ตจริง ให้ร่างกายคุ้นกับน้ำหนักโดยไม่ล้าก่อนเริ่มเซ็ตจริง

ตัวอย่าง: สควอต เซ็ตจริงคือ 60 กก. × 8 ครั้ง

ขั้น น้ำหนัก ตัวอย่าง จำนวนครั้ง
1บาร์เปล่า20 กก.10
2ราว 50% ของเซ็ตจริง30 กก.8
3ราว 70%42.5 กก.4–5
4ราว 85%50 กก.1–3
เซ็ตจริง100%60 กก.8 ตามแผน

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่สูตรจากงานวิจัย ปัดน้ำหนักให้ตรงกับแผ่นน้ำหนักที่มี บาร์มาตรฐานมักหนัก 20 กก. แต่บางยิมมีบาร์ที่เบากว่า

ท่าเล็ก ท่าแมชชีน หรือท่าที่อยู่ท้าย ๆ ของวัน ไม่ต้องไล่หลายขั้นขนาดนั้น เพราะร่างกายอุ่นแล้ว โปรแกรมฝึกแรงต้านโดยทั่วไปมักเรียงท่าใหญ่ที่ใช้หลายข้อต่อไว้ก่อนท่าเล็ก (Ratamess และคณะ, 2009) ท่าแรกของวันจึงควรวอร์มอัพละเอียดที่สุด

ตัวอย่าง: แมชชีนดันอก (chest press) เซ็ตจริงคือ 40 กก. × 10 ครั้ง

ขั้น น้ำหนัก ตัวอย่าง จำนวนครั้ง
1ราว 50% ของเซ็ตจริง20 กก.10
2ราว 75%30 กก.5
เซ็ตจริง100%40 กก.10 ตามแผน

ท่าแยกมัดเล็กอย่างเคิร์ลแขนที่มาท้ายวัน อาจใช้แค่ 1 เซ็ตเบา ๆ หรือเริ่มเซ็ตจริงได้เลย ถ้ามัดนั้นทำงานมาแล้วจากท่าก่อนหน้า

เซ็ตวอร์มอัพไม่นับเป็นเซ็ตจริง

เซ็ตวอร์มอัพเบาและจบห่างจากจุดหมดแรงมาก จึงไม่ควรนับรวมในจำนวนเซ็ตที่เล่น และไม่ต้องให้คะแนนความหนักแบบ RPE และ RIR ถ้าบันทึกใน FitTrack ให้บันทึกเฉพาะเซ็ตจริง เพราะแอปไม่มีช่องแยกเซ็ตวอร์มอัพ ถ้าบันทึกรวมไป จำนวนเซ็ตและปริมาณที่ยกรวมในกราฟจะสูงเกินจริง

ตัวอย่างวอร์มอัพทั้งหมดก่อนวันเล่นขา

สมมติวันนี้เริ่มด้วยสควอต เซ็ตจริง 60 กก. × 8 ครั้ง แล้วต่อด้วยโรมาเนียนเดดลิฟต์ (Romanian deadlift)

  1. ปั่นจักรยานอยู่กับที่เบา ๆ ราว 5 นาที
  2. สควอตด้วยน้ำหนักตัว 10 ครั้ง ลันจ์ก้าวเดินข้างละ 5 ครั้ง เหวี่ยงขาข้างละ 10 ครั้ง และยกสะโพก 10 ครั้ง
  3. ถ้าสะโพกตึง ยืดค้างสั้น ๆ ข้างละไม่ถึง 60 วินาที
  4. สควอตไล่น้ำหนัก 20 กก. × 10, 30 กก. × 8, 42.5 กก. × 4–5 และ 50 กก. × 1–3
  5. เริ่มเซ็ตจริง 60 กก. × 8 ครั้ง
  6. พอถึงโรมาเนียนเดดลิฟต์ ทำเซ็ตวอร์มอัพเบา ๆ 1–2 เซ็ตก่อนเข้าเซ็ตจริง

ถ้ารู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อต่อระหว่างวอร์มอัพ อย่าฝืนเพิ่มน้ำหนัก หยุดท่านั้นก่อน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด และถ้ากล้ามมัดนั้นยังปวดระบมชัดจากครั้งก่อน การวอร์มอัพไม่ได้แทนการพัก ดูเวลาพักแต่ละมัดได้ใน กล้ามเนื้อต้องพักกี่วัน

คำถามที่พบบ่อย

วอร์มอัพก่อนเล่นเวทกี่นาทีถึงพอ

โดยทั่วไปใช้คาร์ดิโอเบา ๆ ราว 5–10 นาที ตามด้วยขยับข้อต่อแบบไดนามิกอีกไม่กี่นาที แล้วทำเซ็ตวอร์มอัพก่อนท่าแรก ถ้าวันนั้นร่างกายรู้สึกตึงหรือจะยกหนักมาก ใช้เวลาเพิ่มได้

ยืดเหยียดก่อนเล่นเวทได้ไหม

ได้ ถ้ายืดค้างไม่ถึง 60 วินาทีต่อมัด ผลต่อสมรรถภาพแทบไม่มี แต่ถ้าค้างนานกว่านั้นอาจทำให้สมรรถภาพลดลง การยืดร่วมกับการวอร์มอัพที่มีการเคลื่อนไหวแบบไดนามิกช่วยลดผลเสียนี้ ส่วนการยืดค้างนาน ๆ ย้ายไปทำหลังซ้อมได้

เซ็ตวอร์มอัพนับเป็นเซ็ตที่เล่นไหม

ไม่นับ เซ็ตวอร์มอัพเบาและจบห่างจากจุดหมดแรงมาก ให้นับเฉพาะเซ็ตจริงที่ใช้น้ำหนักตามแผน ถ้าบันทึกใน FitTrack ก็บันทึกเฉพาะเซ็ตจริง เพื่อให้จำนวนเซ็ตและปริมาณที่ยกรวมไม่สูงเกินจริง

วอร์มอัพช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ไหม

ไม่มีวิธีไหนรับประกันได้ว่าจะไม่บาดเจ็บ การวอร์มอัพช่วยให้ร่างกายพร้อม และช่วยให้สังเกตความผิดปกติได้ก่อนยกน้ำหนักจริง เช่น เจ็บข้อหรือท่าผิด ถ้าเจ็บแปลบระหว่างวอร์มอัพให้หยุดท่านั้นก่อน

หลังวอร์มอัพเสร็จ

บันทึกเฉพาะเซ็ตจริงใน FitTrack

จดน้ำหนัก จำนวนครั้ง และความหนักในไม่กี่แตะ ดูประวัติครั้งก่อนเพื่อรู้ว่าวันนี้ต้องไล่น้ำหนักไปถึงเท่าไหร่ และดูว่ามัดไหนพร้อมเล่น

แหล่งอ้างอิง

  1. Fradkin AJ, Zazryn TR, Smoliga JM. Effects of warming-up on physical performance: a systematic review with meta-analysis. J Strength Cond Res. 2010;24(1):140–148.
  2. Behm DG, Blazevich AJ, Kay AD, McHugh M. Acute effects of muscle stretching on physical performance, range of motion, and injury incidence in healthy active individuals: a systematic review. Appl Physiol Nutr Metab. 2016;41(1):1–11.
  3. Ratamess NA, Alvar BA, Evetoch TK, et al. American College of Sports Medicine position stand. Progression models in resistance training for healthy adults. Med Sci Sports Exerc. 2009;41(3):687–708.

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยวางแผนการซ้อม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ามีโรคประจำตัว บาดเจ็บ หรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน