เพิ่มกล้ามเนื้อ
คนผอมอยากเพิ่มกล้าม ต้องกินเกินเท่าไหร่ถึงไม่อ้วน
คำตอบสั้น ๆ
ไม่ต้องกินเกินเยอะ ให้ใช้ความเร็วที่น้ำหนักขึ้นเป็นตัววัด เป้าที่แนะนำคือราว 0.25–0.5% ของน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์ เช่น คนหนัก 60 กก. ขึ้นราว 150–300 กรัมต่อสัปดาห์ เริ่มจากกินเพิ่มจากระดับที่น้ำหนักคงที่ทีละน้อย กินโปรตีนราว 1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน เล่นเวทโดยเพิ่มความท้าทายต่อเนื่อง แล้วดูน้ำหนักเฉลี่ยรายสัปดาห์และปรับอาหารทุก 2–3 สัปดาห์
ทำไมคนผอมบางคนเพิ่มน้ำหนักยาก
น้ำหนักจะขึ้นได้ ร่างกายต้องได้รับพลังงานมากกว่าที่ใช้ ฟังดูง่าย แต่สำหรับคนผอมบางคน การกินให้เกินทุกวันทำได้ยากจริง ๆ สาเหตุที่พบได้บ่อย เช่น
- ไม่ค่อยหิว กินได้ทีละน้อย
- อิ่มเร็ว กินไปครึ่งจานก็รู้สึกพอแล้ว
- ขยับตัวเยอะ งานต้องเดินมาก เล่นกีฬา หรืออยู่ไม่นิ่ง
- กินไม่เป็นเวลา ข้ามมื้อบ่อยเมื่อยุ่ง
- บางวันกินเยอะ แต่บางวันกินน้อย จนเฉลี่ยทั้งสัปดาห์ไม่ได้เกินจริง
ข่าวดีคือไม่จำเป็นต้องฝืนกินปริมาณมหาศาล การเพิ่มกล้ามแบบลีนบัลก์ (lean bulk) ใช้การกินเกินแค่พอดี ให้น้ำหนักขึ้นช้า ๆ อย่างควบคุมได้ แทนการกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
กินเกินเท่าไหร่ถึงพอดี
ขั้นแรก หาพลังงานที่ทำให้น้ำหนักคงที่ (maintenance) วิธีประมาณการเหมือนกับตอนลดน้ำหนัก ดูวิธีในคำนวณ TDEE และแคลอรี่ต่อวัน ต่างกันแค่ตอนลดน้ำหนักจะกินให้ต่ำกว่าตัวเลขนี้ แต่ตอนเพิ่มกล้ามจะกินให้สูงกว่าเล็กน้อย
คำนวณ TDEE / แคลอรี่ต่อวัน ใส่ตัวเลขของคุณ แล้วได้คำตอบทันที ไม่ต้องคิดเองขั้นที่สอง กินเกินแบบพอประมาณ บทความทบทวนของ Slater และคณะ (2019) ชี้ว่าการได้พลังงานเกิน (energy surplus) ดูเหมือนจะช่วยสนับสนุนการเพิ่มกล้ามจากการเล่นเวท แต่ถ้ากินเกินมาก ส่วนที่เพิ่มขึ้นมักกลายเป็นไขมันมากกว่ากล้าม การกินเกินแค่พอประมาณจึงสมเหตุสมผลกว่า
ตัวเลข TDEE จากสูตรเป็นแค่ค่าประมาณ แต่ละคนใช้พลังงานไม่เท่ากัน บทความนี้จึงไม่ตั้งตัวเลขแคลอรี่ตายตัว แต่ใช้ตาชั่งเป็นตัวตัดสิน เริ่มจากเพิ่มอาหารจากระดับที่น้ำหนักคงที่ทีละน้อย เช่น เพิ่มของว่าง 1 มื้อ หรือนม 1 แก้วต่อวัน แล้วดูว่าน้ำหนักขึ้นเร็วแค่ไหนตามเป้าในหัวข้อถัดไป
น้ำหนักควรขึ้นเร็วแค่ไหน
บทความทบทวนเรื่องโภชนาการของนักเพาะกายช่วงนอกฤดูแข่งของ Iraki และคณะ (2019) แนะนำให้น้ำหนักขึ้นช้า ๆ ราว 0.25–0.5% ของน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์ เพื่อจำกัดไม่ให้ไขมันเพิ่มมากเกินไป และคนที่ซ้อมมาไม่นานอาจขึ้นได้ใกล้ช่วงบนของตัวเลขนี้ หลักการนี้นำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับคนทั่วไปที่อยากเพิ่มกล้ามได้
| น้ำหนักตัว | 0.25% ต่อสัปดาห์ | 0.5% ต่อสัปดาห์ | ใน 4 สัปดาห์ |
|---|---|---|---|
| 50 กก. | 125 กรัม | 250 กรัม | 0.5–1 กก. |
| 55 กก. | 137.5 กรัม | 275 กรัม | 0.55–1.1 กก. |
| 60 กก. | 150 กรัม | 300 กรัม | 0.6–1.2 กก. |
| 65 กก. | 162.5 กรัม | 325 กรัม | 0.65–1.3 กก. |
| 70 กก. | 175 กรัม | 350 กรัม | 0.7–1.4 กก. |
วิธีคิด คนหนัก 60 กก. × 0.25% = 60 × 0.0025 = 0.15 กก. หรือ 150 กรัมต่อสัปดาห์ และ 60 × 0.005 = 0.3 กก. หรือ 300 กรัมต่อสัปดาห์ ใน 4 สัปดาห์จึงขึ้นราว 0.6–1.2 กก.
ตัวเลขนี้น้อยกว่าที่น้ำหนักแกว่งในแต่ละวันจากน้ำ อาหาร และการขับถ่ายเสียอีก จึงดูจากการชั่งวันเดียวไม่ได้ ต้องดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ (อ่านเหตุผลในทำไมน้ำหนักขึ้นลงทุกวัน)
โปรตีนต้องได้เท่าไหร่
งานวิเคราะห์รวมของ Morton และคณะ (2018) พบว่าประโยชน์ของโปรตีนต่อการเพิ่มกล้ามจากการเล่นเวทแทบไม่เพิ่มขึ้นอีก เมื่อกินเกินราว 1.6 กรัมต่อกก. ต่อวัน และบางคนอาจได้ประโยชน์ถึงราว 2.2 กรัม ส่วน ISSN แนะนำ 1.4–2.0 กรัมต่อกก. ต่อวันสำหรับคนออกกำลังกายส่วนใหญ่ (Jäger และคณะ, 2017)
ตัวอย่าง คนหนัก 55 กก. × 1.6 = 88 กรัมต่อวัน ถ้าอยากเผื่อไว้ถึง 2.2 จะเป็น 55 × 2.2 = 121 กรัมต่อวัน ตารางตามน้ำหนักตัวและวิธีแบ่งกินต่อมื้อ ดูในโปรตีนต่อวันต้องกินเท่าไหร่
สำหรับคนกินได้น้อย อย่าเติมแต่โปรตีนจนไม่เหลือที่ให้ข้าวและอาหารอื่น เพราะเป้าหลักของช่วงนี้คือพลังงานรวมต้องพอด้วย
กินให้ได้พอ อาหารและนิสัยที่ช่วยได้
ไม่ต้องหาอาหารพิเศษ อาหารที่หาได้ทั่วไปช่วยเพิ่มพลังงานได้ถ้าใช้ให้ถูกวิธี
- ข้าว เพิ่มข้าวในมื้อหลักอีกเล็กน้อย เช่น ครึ่งทัพพี ทำได้ง่ายกว่าเพิ่มกับข้าวทั้งจาน
- นม ดื่มระหว่างวันหรือหลังซ้อม สำหรับหลายคน ดื่มได้ง่ายกว่ากินอาหารแข็งปริมาณเท่ากัน
- ไข่ เพิ่มไข่ต้มหรือไข่ดาวในมื้อที่มีอยู่แล้ว ได้ทั้งพลังงานและโปรตีน
- ถั่วและเนยถั่ว ให้พลังงานสูงในปริมาณน้อย กินเป็นของว่างหรือทาขนมปัง
- กล้วย พกง่าย กินเป็นของว่าง หรือปั่นกับนมเป็นเครื่องดื่ม
นิสัยที่ช่วยให้กินได้พอสม่ำเสมอ
- เพิ่มของว่าง 1 มื้อ เช่น ช่วงสายหรือช่วงบ่าย แทนการพยายามกินมื้อหลักให้ใหญ่ขึ้นมาก
- กินให้เป็นเวลา ถ้ามักลืมกินเมื่อยุ่ง ตั้งเตือนในโทรศัพท์
- ดื่มพลังงานบ้าง เช่น นมหรือนมปั่นกล้วย สำหรับคนที่อิ่มเร็วเมื่อกินอาหารแข็ง
- เตรียมของว่างพกติดตัว เพื่อไม่ต้องข้ามมื้อเมื่อไม่สะดวก
ถ้าแพ้นมหรือไข่ ให้เลือกอาหารอื่นที่กินได้แทน หลักการยังเหมือนเดิม คือเพิ่มพลังงานทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ
ซ้อมอย่างไรให้ส่วนที่กินเพิ่มกลายเป็นกล้าม
กินเกินอย่างเดียวโดยไม่เล่นเวท ส่วนที่เพิ่มมักกลายเป็นไขมัน การเล่นเวทคือสิ่งที่ส่งสัญญาณให้ร่างกายสร้างกล้าม และพลังงานที่กินเกินอย่างพอประมาณช่วยสนับสนุนกระบวนการนั้น (Slater และคณะ, 2019)
- เพิ่มความท้าทายทีละน้อย เพิ่มครั้งหรือน้ำหนักเมื่อทำได้ครบเป้า ตามหลัก Progressive Overload
- เล่นแต่ละมัดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถ้าเพิ่งเริ่ม ตารางแบบ Full Body 3 วันต่อสัปดาห์เป็นจุดเริ่มที่ทำตามได้ง่าย
- ใช้ท่าพื้นฐานที่ใช้หลายมัดพร้อมกัน เช่น สควอต เบนช์เพรส บาร์เบลโรว์
- จดทุกครั้งที่ซ้อม ถ้าน้ำหนักตัวขึ้นแต่แรงไม่ขึ้นเลยหลายสัปดาห์ ให้กลับมาดูที่ตารางซ้อมด้วย ไม่ใช่แค่อาหาร
ติดตามน้ำหนักและปรับทุก 2–3 สัปดาห์
- ชั่งน้ำหนักตอนเช้าหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนกินหรือดื่ม ในสภาพเดิมทุกวัน
- รวมน้ำหนักทั้ง 7 วันแล้วหาร 7 ได้ค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์
- เทียบค่าเฉลี่ยกับสัปดาห์ก่อน แล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว
- ดูแนวโน้ม 2–3 สัปดาห์ แล้วปรับ ถ้าต่ำกว่า 0.25% ต่อสัปดาห์ เพิ่มอาหารอีกเล็กน้อย ถ้าอยู่ในช่วง 0.25–0.5% ทำแบบเดิมต่อ ถ้าสูงกว่า 0.5% ต่อเนื่อง ลดอาหารลงเล็กน้อย
ตัวอย่างการคิดค่าเฉลี่ย
| สัปดาห์ | น้ำหนักตอนเช้า 7 วัน (กก.) | ค่าเฉลี่ย |
|---|---|---|
| สัปดาห์ที่ 1 | 60.2 · 59.8 · 60.4 · 60.1 · 60.6 · 60.0 · 60.3 | 60.2 กก. |
| สัปดาห์ที่ 2 | 60.5 · 60.1 · 60.6 · 60.3 · 60.8 · 60.2 · 60.3 | 60.4 กก. |
สัปดาห์ที่ 1 รวมได้ 421.4 กก. ÷ 7 = 60.2 กก. สัปดาห์ที่ 2 รวมได้ 422.8 กก. ÷ 7 = 60.4 กก. ค่าเฉลี่ยขึ้น 0.2 กก. หรือ 200 กรัม คิดเป็น 0.2 ÷ 60.2 × 100 ≈ 0.33% ต่อสัปดาห์ อยู่ในช่วงเป้าหมาย
สังเกตว่าในสัปดาห์ที่ 1 น้ำหนักรายวันแกว่งจาก 59.8 ถึง 60.6 กก. ต่างกันถึง 0.8 กก. มากกว่าที่ค่าเฉลี่ยขยับทั้งสัปดาห์ ถ้าดูแค่วันเดียว อาจสรุปผิดได้ง่าย
- น้ำหนักแต่ละวัน
- ค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์
คาดหวังอะไรได้บ้าง
น้ำหนักที่ขึ้นไม่ได้เป็นกล้ามเนื้อทั้งหมด มักมีทั้งกล้าม ไขมัน และน้ำปนกัน การขึ้นช้า ๆ ช่วยจำกัดไม่ให้ไขมันเพิ่มมากเกินไป แต่ไม่ได้ทำให้ไม่มีไขมันเพิ่มเลย ความเร็วที่กล้ามเพิ่มยังต่างกันในแต่ละคน ขึ้นกับประสบการณ์ซ้อม การนอน และปัจจัยส่วนตัว ถ้าเห็นว่ารอบเอวเพิ่มเร็วกว่าที่แรงในยิมเพิ่ม ให้ชะลอความเร็วที่น้ำหนักขึ้นลงมาทางช่วงล่างของเป้า
คำถามที่พบบ่อย
กินเยอะแล้วแต่น้ำหนักไม่ขึ้นเลย ทำอย่างไรดี
ดูน้ำหนักเฉลี่ยรายสัปดาห์ต่อเนื่อง 2–3 สัปดาห์ ถ้ายังไม่ขึ้น แปลว่าพลังงานที่กินยังไม่เกินที่ร่างกายใช้ ให้เพิ่มอาหารอีกเล็กน้อย เช่น เพิ่มของว่าง 1 มื้อ หรือดื่มนมเพิ่ม แล้วดูผลอีก 2–3 สัปดาห์
น้ำหนักขึ้นเร็วกว่า 0.5% ต่อสัปดาห์ ต้องลดอาหารไหม
ถ้าเป็นสัปดาห์แรก ๆ ที่เพิ่งเริ่มกินมากขึ้น น้ำหนักอาจขยับเร็วจากน้ำและอาหารในทางเดินอาหาร ให้ดูต่ออีก 2–3 สัปดาห์ ถ้ายังขึ้นเร็วกว่าเป้าต่อเนื่อง ค่อยลดอาหารลงเล็กน้อย เพราะการกินเกินมากมักเพิ่มไขมันมากกว่ากล้าม
ต้องกินเวย์หรือแกเนอร์ไหม
ไม่จำเป็น ถ้ากินอาหารได้พอทั้งพลังงานและโปรตีน อาหารเสริมเป็นเพียงทางเลือกที่สะดวกสำหรับคนที่กินอาหารปกติได้ไม่พอ
ทำ Lean Bulk แล้วจะไม่มีไขมันเพิ่มเลยใช่ไหม
ไม่ใช่ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมักมีทั้งกล้ามเนื้อ ไขมัน และน้ำ การให้น้ำหนักขึ้นช้า ๆ ช่วยจำกัดไม่ให้ไขมันเพิ่มมากเกินไป แต่ไม่ได้ทำให้ทุกกรัมที่ขึ้นเป็นกล้ามเนื้อ
ฝั่งการซ้อม ให้แอปช่วย
ให้ส่วนที่กินเพิ่มไปเป็นแรงในยิม
FitTrack ไม่ได้บันทึกอาหาร แคลอรี่ หรือน้ำหนักตัว แต่ช่วยจัดตารางซ้อมรายสัปดาห์ บันทึกเซ็ต และแสดงกราฟน้ำหนักรวมที่ยกเทียบกับช่วงก่อนหน้า ให้เห็นว่าการซ้อมก้าวหน้าไปพร้อมกับน้ำหนักตัว
แหล่งอ้างอิง
- Iraki J, Fitschen P, Espinar S, Helms E. Nutrition recommendations for bodybuilders in the off-season: a narrative review. Sports (Basel). 2019;7(7):154.
- Slater GJ, Dieter BP, Marsh DJ, Helms ER, Shaw G, Iraki J. Is an energy surplus required to maximize skeletal muscle hypertrophy associated with resistance training. Front Nutr. 2019;6:131.
- Morton RW, Murphy KT, McKellar SR, et al. A systematic review, meta-analysis and meta-regression of the effect of protein supplementation on resistance training-induced gains in muscle mass and strength in healthy adults. Br J Sports Med. 2018;52(6):376–384.
- Jäger R, Kerksick CM, Campbell BI, et al. International Society of Sports Nutrition Position Stand: protein and exercise. J Int Soc Sports Nutr. 2017;14:20.
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยวางแผนการซ้อม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ามีโรคประจำตัว บาดเจ็บ หรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน ผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคตับ ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือกินยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับอาหารหรือกินอาหารเสริม