เพิ่มกล้ามเนื้อ

Progressive Overload คืออะไร เพิ่มน้ำหนักอย่างไรให้กล้ามโตต่อเนื่อง

คำตอบสั้น ๆ

Progressive Overload คือการเพิ่มความท้าทายให้กล้ามเนื้อทีละน้อยเมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว เช่น เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มน้ำหนัก หรือเพิ่มเซ็ต วิธีที่ทำง่ายคือ Double Progression ใช้น้ำหนักเดิมเพิ่มครั้งไปจนทำครบช่วงบนทุกเซ็ต แล้วจึงเพิ่มน้ำหนัก แนวทางของ ACSM แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักราว 2–10% เมื่อทำได้เกินเป้า 1–2 ครั้งในการซ้อม 2 ครั้งติดกัน

Progressive Overload คืออะไร และทำไมสำคัญ

ร่างกายปรับตัวตามแรงที่ได้รับ ครั้งแรกที่ยกน้ำหนักหนึ่ง กล้ามต้องทำงานหนัก แต่ถ้ายกน้ำหนักเดิม จำนวนครั้งเดิม ไปเรื่อย ๆ ร่างกายจะชินจนสิ่งที่เคยหนักกลายเป็นงานปกติ ความท้าทายที่ทำให้ต้องปรับตัวต่อก็หายไป

Progressive Overload จึงหมายถึงการค่อย ๆ เพิ่มความท้าทายขึ้นเป็นขั้น ๆ ตามที่ร่างกายรับได้ แนวทางเรื่องรูปแบบการพัฒนาในการฝึกแรงต้านของ American College of Sports Medicine (ACSM) ถือว่าการเพิ่มความท้าทายอย่างเป็นขั้นตอนเป็นหลักสำคัญของการพัฒนาทั้งความแข็งแรงและขนาดกล้าม (Ratamess และคณะ, 2009)

คำสำคัญคือทีละน้อย ไม่ได้แปลว่าทุกครั้งต้องหนักขึ้นมาก การเพิ่มเร็วเกินไปจนท่าเสียมักทำให้เจ็บหรือต้องถอยกลับมาใหม่

4 วิธีเพิ่มความท้าทาย

  • เพิ่มจำนวนครั้ง (reps) น้ำหนักเดิม จากเซ็ตละ 8 ครั้งเป็น 9 ครั้ง
  • เพิ่มน้ำหนัก (load) จำนวนครั้งเท่าเดิม แต่ใช้น้ำหนักมากขึ้น
  • เพิ่มเซ็ต (sets) เช่น จาก 3 เป็น 4 เซ็ต เหมาะเมื่อเพิ่มครั้งและน้ำหนักได้ยากแล้ว ดูว่าควรมีกี่เซ็ตในเล่นกี่เซ็ตต่อสัปดาห์กล้ามถึงโต
  • ทำท่าได้ดีขึ้น คุมจังหวะได้นิ่งขึ้น หรือเคลื่อนไหวได้เต็มระยะมากขึ้น (range of motion) โดยไม่เจ็บ

เลือกวิธีไหนดี งานวิจัยของ Plotkin และคณะ (2022) เปรียบเทียบการพัฒนาด้วยการเพิ่มจำนวนครั้งกับการเพิ่มน้ำหนักเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ากล้ามโตใกล้เคียงกัน แปลว่าไม่ต้องเพิ่มน้ำหนักทุกครั้งก็ยังพัฒนาได้ เลือกแบบที่ทำได้จริงกับท่าและอุปกรณ์ที่มี

ส่วนจะตั้งช่วงจำนวนครั้งต่อเซ็ตไว้เท่าไหร่ ดูได้ในยกหนักหรือยกเบา กี่ครั้งต่อเซ็ตกล้ามถึงโต

เมื่อไหร่ควรเพิ่มน้ำหนัก และเพิ่มเท่าไหร่

แนวทางของ ACSM ให้กฎง่าย ๆ ไว้ว่า เมื่อทำน้ำหนักปัจจุบันได้เกินจำนวนครั้งที่ตั้งเป้าไว้ 1–2 ครั้ง ในการซ้อม 2 ครั้งติดกัน ให้เพิ่มน้ำหนักราว 2–10% (Ratamess และคณะ, 2009)

น้ำหนักที่ใช้อยู่ เพิ่ม 2% เพิ่ม 10%
20 กก.+0.4 กก.+2 กก.
40 กก.+0.8 กก.+4 กก.
60 กก.+1.2 กก.+6 กก.
100 กก.+2 กก.+10 กก.

ในทางปฏิบัติ น้ำหนักที่เพิ่มได้ขึ้นกับแผ่นน้ำหนักที่มี เช่น บาร์ที่ขยับได้ทีละ 2.5 กก. (แผ่น 1.25 กก. ข้างละแผ่น) ขยับจาก 40 เป็น 42.5 กก. คือเพิ่ม 2.5 ÷ 40 = 6.25% อยู่ในช่วงที่แนะนำ

แต่ท่าที่ใช้น้ำหนักน้อย เช่น ยกดัมเบลด้านข้าง ขยับจาก 6 เป็น 7 กก. คือเพิ่ม 1 ÷ 6 หรือราว 17% ซึ่งเกินช่วงที่แนะนำ ท่าแบบนี้ให้ใช้การเพิ่มจำนวนครั้งเป็นหลัก แล้วค่อยขยับน้ำหนักเมื่อทำครั้งได้เกินเป้าอย่างสบาย

Double Progression ตัวอย่างทีละครั้ง

Double Progression คือการพัฒนาสองขั้นสลับกัน ขั้นแรกเพิ่มจำนวนครั้ง ขั้นที่สองเพิ่มน้ำหนัก เป็นวิธีที่ใช้ได้กับเกือบทุกท่า และไม่ต้องเดาว่าวันนี้ควรเพิ่มน้ำหนักหรือยัง

  1. ตั้งเป้าเป็นช่วง เช่น 3 เซ็ต เซ็ตละ 8–12 ครั้ง
  2. เลือกน้ำหนักที่ทำได้อย่างน้อย 8 ครั้งทุกเซ็ตด้วยท่าที่ถูกต้อง
  3. ครั้งถัด ๆ ไปพยายามเพิ่มทีละ 1–2 ครั้งในบางเซ็ต ด้วยน้ำหนักเดิม
  4. เมื่อทำได้ 12 ครั้งครบทุกเซ็ต การซ้อมครั้งถัดไปให้เพิ่มน้ำหนัก
  5. น้ำหนักใหม่จะทำได้น้อยครั้งลงมาใกล้ 8 ครั้ง แล้วเริ่มไล่เพิ่มครั้งใหม่อีกรอบ

ตัวอย่างเบนช์เพรส 3 เซ็ต เป้า 8–12 ครั้ง

ซ้อมครั้งที่ น้ำหนัก จำนวนครั้งแต่ละเซ็ต น้ำหนักรวม
140 กก.10 · 9 · 81,080 กก.
240 กก.11 · 10 · 91,200 กก.
340 กก.12 · 11 · 101,320 กก.
440 กก.12 · 12 · 111,400 กก.
540 กก.12 · 12 · 121,440 กก.
642.5 กก.9 · 8 · 81,062.5 กก.
742.5 กก.10 · 9 · 81,147.5 กก.

น้ำหนักรวม (volume) คิดจากน้ำหนัก × จำนวนครั้งรวม เช่น ครั้งที่ 1 คือ 40 × (10 + 9 + 8) = 40 × 27 = 1,080 กก. สังเกตว่าครั้งที่ 6 ที่เพิ่มน้ำหนักเป็น 42.5 กก. น้ำหนักรวมลดลงเหลือ 42.5 × 25 = 1,062.5 กก. เป็นเรื่องปกติ เพราะน้ำหนักต่อครั้งหนักขึ้น แล้วน้ำหนักรวมจะค่อย ๆ ไต่กลับขึ้นไปเมื่อจำนวนครั้งเพิ่มขึ้น

ถ้าอยากยึดเกณฑ์ของ ACSM แบบระมัดระวังกว่า ให้รอจนทำได้ 13–14 ครั้ง (เกินเป้า 1–2 ครั้ง) ในการซ้อม 2 ครั้งติดกัน แล้วจึงเพิ่มน้ำหนัก

ใช้ RIR ดูว่าเซ็ตหนักพอหรือยัง

Double Progression ได้ผลเมื่อน้ำหนักที่เลือกท้าทายจริง ถ้าน้ำหนักเบาเกินไป การทำครบ 12 ครั้งก็ไม่ได้บอกอะไรมาก วิธีเช็กคือดูว่าจบเซ็ตแล้วเหลือแรงอีกกี่ครั้ง (repetitions in reserve หรือ RIR)

Zourdos และคณะ (2016) เสนอสเกลความหนัก RPE สำหรับการเล่นเวทที่อิงจำนวนครั้งที่เหลือแรง เช่น

  • RPE 10 ทำต่ออีกไม่ได้แล้ว
  • RPE 9 ยังทำได้อีก 1 ครั้ง
  • RPE 8 ยังทำได้อีก 2 ครั้ง

ระดับความหนักตอนบันทึกใน FitTrack ใช้แนวคิดเดียวกัน เบา = จบเซ็ตแล้วยังเหลือแรงอีกหลายครั้ง · ปกติ = เหลือแรงอีกราว 2–3 ครั้ง · หนักสุด = เกือบหรือถึงจุดที่ยกต่อไม่ไหว

ถ้าทำครบ 12 ครั้งแล้วยังเหลือแรงอีกหลายครั้ง แปลว่าน้ำหนักเบาเกินไปสำหรับช่วง 8–12 ครั้ง ถึงเวลาเพิ่มน้ำหนักได้เลย ส่วนถ้าเซ็ตแรกก็หนักสุดจนเซ็ตถัดไปครั้งตกลงมาก อาจเลือกน้ำหนักหนักเกินไป อ่านวิธีประเมินเพิ่มเติมใน RPE และ RIR คืออะไร

ยกไม่ขึ้นหลายสัปดาห์ ทำอย่างไร

การพัฒนาไม่ได้เป็นเส้นตรง บางสัปดาห์ครั้งหรือน้ำหนักไม่ขยับเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าค้างติดกันหลายสัปดาห์ ลองไล่เช็กทีละข้อ

  1. การนอน ช่วงที่นอนน้อยหรือหลับไม่สนิท มักรู้สึกว่ายกได้ไม่เต็มที่
  2. อาหาร กินพลังงานและโปรตีนพอไหม ถ้ากำลังลดน้ำหนักอยู่ ความก้าวหน้าอาจช้าลงได้
  3. การพัก มัดนั้นได้พักพอหรือยัง อก หลัง และต้นขาเมื่อเล่นความหนักปกติใช้เวลาพักราว 72 ชม. ไหล่และก้นราว 48 ชม. แขน น่อง และท้องราว 24 ชม.
  4. ลดน้ำหนักลงเล็กน้อยแล้วไต่กลับขึ้นไป ใช้น้ำหนักเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย ทำท่าให้เต็มระยะ แล้วค่อยใช้ Double Progression ไต่กลับขึ้นไปใหม่
  5. ถ้าเจ็บ เจ็บแปลบ บวม หรือเจ็บข้อต่อ ให้หยุดเล่นท่านั้นและปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

จดทุกครั้งที่ซ้อม เพื่อเอาชนะครั้งก่อน

Progressive Overload ทำไม่ได้ถ้าจำไม่ได้ว่าครั้งก่อนยกเท่าไหร่ ก่อนเริ่มแต่ละท่า ให้ดูบันทึกครั้งล่าสุดว่าใช้น้ำหนักเท่าไหร่ ทำได้กี่ครั้งกี่เซ็ต แล้วตั้งเป้าเล็ก ๆ ว่าวันนี้จะเพิ่มอีก 1 ครั้งหรือขยับน้ำหนัก

ใน FitTrack บันทึกน้ำหนัก จำนวนครั้ง จำนวนเซ็ต และระดับความหนักแยกตามมัดกล้ามเนื้อได้ ดูประวัติเซ็ตที่เคยเล่นย้อนหลัง และดูกราฟน้ำหนักรวมที่ยกรายวัน รายเดือน หรือรายปี เทียบกับช่วงก่อนหน้า ถ้ายังไม่มีตารางซ้อม เริ่มจากตารางเล่นเวทมือใหม่ Full Body 3 วัน

คำถามที่พบบ่อย

ต้องเพิ่มน้ำหนักทุกครั้งที่ซ้อมไหม

ไม่จำเป็น การเพิ่มจำนวนครั้งด้วยน้ำหนักเดิมก็เป็นการเพิ่มความท้าทาย งานวิจัย 8 สัปดาห์พบว่าการเพิ่มครั้งและการเพิ่มน้ำหนักทำให้กล้ามโตใกล้เคียงกัน ให้เพิ่มน้ำหนักเมื่อทำครั้งได้ครบหรือเกินเป้าแล้ว

เพิ่มน้ำหนักแล้วทำได้น้อยครั้งลง ผิดไหม

ไม่ผิด เป็นเรื่องปกติ เช่น จาก 40 กก. ที่ทำได้ 12 ครั้ง เปลี่ยนเป็น 42.5 กก. แล้วเหลือ 8–9 ครั้ง ให้ใช้น้ำหนักใหม่ไล่เพิ่มครั้งกลับขึ้นไปจนครบช่วงบนอีกรอบ

ดัมเบลขยับทีละ 1 กก. แต่คิดเป็นเกิน 10% ทำอย่างไรดี

ท่าที่ใช้ดัมเบลเบาอย่างยกดัมเบลด้านข้าง การขยับจาก 6 เป็น 7 กก. คือเพิ่มราว 17% ให้ใช้การเพิ่มจำนวนครั้งเป็นหลักก่อน เช่น ไล่ไปจนถึงหรือเกินช่วงบนของเป้าเล็กน้อย แล้วค่อยขยับไปดัมเบลคู่ถัดไป

รู้ว่าครั้งก่อนทำได้เท่าไหร่

บันทึกทุกเซ็ต แล้วเอาชนะครั้งก่อนให้ได้

FitTrack เก็บประวัติน้ำหนัก ครั้ง และเซ็ตที่เคยเล่น พร้อมกราฟน้ำหนักรวมที่ยกเทียบกับช่วงก่อนหน้า ข้อมูลอยู่ในเครื่องของคุณ ไม่ต้องสมัครบัญชี

แหล่งอ้างอิง

  1. Ratamess NA, Alvar BA, Evetoch TK, et al. American College of Sports Medicine position stand. Progression models in resistance training for healthy adults. Med Sci Sports Exerc. 2009;41(3):687–708.
  2. Plotkin D, Coleman M, Van Every D, et al. Progressive overload without progressing load? The effects of load or repetition progression on muscular adaptations. PeerJ. 2022;10:e14142.
  3. Zourdos MC, Klemp A, Dolan C, et al. Novel resistance training-specific rating of perceived exertion scale measuring repetitions in reserve. J Strength Cond Res. 2016;30(1):267–275.

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยวางแผนการซ้อม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ามีโรคประจำตัว บาดเจ็บ หรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน