ลดน้ำหนัก
เดินวันละกี่ก้าวช่วยลดน้ำหนักได้
คำตอบสั้น ๆ
ไม่มีจำนวนก้าวตายตัวที่ทำให้น้ำหนักลด เพราะน้ำหนักลดเมื่อใช้พลังงานมากกว่าที่กิน การเดินช่วยเพิ่มฝั่งพลังงานที่ใช้ ส่วนเรื่องสุขภาพ งานวิเคราะห์รวมของ Paluch และคณะ (2022) พบว่าความเสี่ยงการเสียชีวิตลดลงตามจำนวนก้าว แล้วเริ่มคงที่ราว 8,000–10,000 ก้าวต่อวันในคนอายุต่ำกว่า 60 ปี และ 6,000–8,000 ก้าวในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป วิธีที่ทำได้จริงคือวัดจำนวนก้าวปกติของตัวเองก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อย
NEAT คืออะไร ทำไมสำคัญกับการลดน้ำหนัก
พลังงานที่ร่างกายใช้ในหนึ่งวันมาจากหลายส่วน ทั้งพลังงานที่ใช้ตอนพักเพื่อให้อวัยวะทำงาน พลังงานที่ใช้ย่อยอาหาร พลังงานจากการออกกำลังกายที่ตั้งใจทำ และพลังงานจากการขยับตัวทั่วไปที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย
ส่วนสุดท้ายนี้เรียกว่า NEAT (non-exercise activity thermogenesis) คือพลังงานจากการเดินไปทำงาน ยืน ขึ้นลงบันได ทำงานบ้าน หิ้วของ เดินไปมาในออฟฟิศ หรือแม้แต่การขยับตัวระหว่างนั่ง
จุดเด่นของ NEAT คือเกิดขึ้นทั้งวัน ทุกวัน คนที่เข้ายิม 1 ชม. แต่นั่งนิ่งอีกเกือบทั้งวัน อาจขยับตัวรวมน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เข้ายิมแต่เดินและยืนทำงานเกือบทั้งวันก็ได้ จำนวนก้าวจากมือถือจึงเป็นตัวเลขง่าย ๆ ที่ช่วยให้เห็นส่วนนี้ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าพลังงานแต่ละส่วนรวมกันเป็นเท่าไหร่ อ่าน วิธีคำนวณ TDEE และแคลอรี่ขาดดุล
งานวิจัยว่าอย่างไรเรื่อง NEAT กับไขมัน
งานทดลองที่มักถูกยกมาอธิบายเรื่องนี้คือของ Levine และคณะ (1999) นักวิจัยให้ผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งกินเกินความต้องการราววันละ 1,000 กิโลแคลอรี นาน 8 สัปดาห์ แล้ววัดว่าแต่ละคนมีไขมันเพิ่มขึ้นเท่าไหร่
ผลคือแต่ละคนไขมันเพิ่มไม่เท่ากัน คนที่ขยับตัวในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นมากกว่า มีไขมันเพิ่มน้อยกว่า และการเปลี่ยนแปลงของ NEAT เป็นปัจจัยหลักที่อธิบายว่าทำไมไขมันของแต่ละคนเพิ่มขึ้นต่างกัน
งานนี้ศึกษาช่วงที่กินเกิน ไม่ใช่ช่วงลดน้ำหนัก จึงไม่ได้บอกว่าต้องเดินกี่ก้าวถึงจะผอม แต่ชี้ให้เห็นว่าการขยับตัวระหว่างวันเป็นส่วนของการใช้พลังงานที่ต่างกันได้มากระหว่างคน และเป็นส่วนที่เราปรับได้เอง
ควรเดินวันละกี่ก้าว ตัวเลขจากงานวิจัยและแนวทาง
ตัวเลขที่เกี่ยวข้องมีทั้งแบบนับก้าวและแบบนับนาที แต่ละตัวเลขตอบคำถามต่างกัน ควรอ่านให้รู้ว่าแต่ละตัวมาจากไหน
| แหล่งข้อมูล | ตัวเลข | ใช้บอกอะไร |
|---|---|---|
| Paluch และคณะ (2022) | 8,000–10,000 ก้าว/วัน | อายุต่ำกว่า 60 ปี: ความเสี่ยงการเสียชีวิตลดลงแล้วเริ่มคงที่ |
| Paluch และคณะ (2022) | 6,000–8,000 ก้าว/วัน | อายุ 60 ปีขึ้นไป: ความเสี่ยงการเสียชีวิตลดลงแล้วเริ่มคงที่ |
| องค์การอนามัยโลก (2020) | 150–300 นาที/สัปดาห์ | กิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลางที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ |
| ACSM (2009) | 150–250 นาที/สัปดาห์ | กิจกรรมระดับปานกลาง ช่วยให้น้ำหนักลดได้เล็กน้อย |
| ACSM (2009) | มากกว่า 250 นาที/สัปดาห์ | สัมพันธ์กับการลดน้ำหนักที่มีนัยสำคัญทางคลินิก |
ที่มา: Paluch และคณะ (2022), Bull และคณะ (2020) ซึ่งเป็นแนวทางขององค์การอนามัยโลก และ Donnelly และคณะ (2009) ซึ่งเป็นแนวทางของ American College of Sports Medicine
สรุปแบบใช้งานได้คือ ตัวเลขก้าวของ Paluch เป็นเรื่องสุขภาพโดยรวม ไม่ได้วัดการลดน้ำหนักโดยตรง ส่วนการลดน้ำหนัก ACSM ชี้ว่ายิ่งมีกิจกรรมทางกายมากขึ้นยิ่งช่วยได้มากขึ้น แต่ก็ยังต้องมาคู่กับการกินที่ทำให้เกิดพลังงานขาดดุล
ถ้าแปลงเป็นเวลาต่อวัน 150 นาทีต่อสัปดาห์คือวันละ 30 นาที 5 วัน ส่วน 250 นาทีต่อสัปดาห์คือราววันละ 36 นาทีทุกวัน การเดินเร็วจนหายใจแรงขึ้นแต่ยังพูดเป็นประโยคได้ มักนับเป็นกิจกรรมระดับปานกลาง
เพิ่มจำนวนก้าวแบบค่อยเป็นค่อยไป
การตั้งเป้า 10,000 ก้าวทันทีทั้งที่ปกติเดินวันละไม่กี่พันก้าว มักทำได้ไม่กี่วันแล้วเลิก วิธีด้านล่างเป็นแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่สูตรจากงานวิจัยชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ปรับจังหวะให้เข้ากับตัวเองได้
- วัดค่าตั้งต้น 1 สัปดาห์ ใช้แอปสุขภาพในมือถือหรือนาฬิกาที่นับก้าว ใช้ชีวิตตามปกติ ยังไม่ต้องพยายามเดินเพิ่ม
- หาค่าเฉลี่ยต่อวัน รวมก้าวทั้งสัปดาห์แล้วหารด้วย 7
- เพิ่มทีละน้อย เช่น ตั้งเป้าเพิ่มจากค่าเฉลี่ยราว 1,000 ก้าวต่อวัน
- ทำให้ได้ 1–2 สัปดาห์ จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แล้วค่อยเพิ่มอีกขั้น
- ดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ ไม่ต้องได้ครบทุกวัน วันที่ฝนตกหรือทำงานหนักเดินน้อยได้ แล้วเก็บเพิ่มวันอื่น
ตัวอย่างแผนเพิ่มก้าว
สมมติวัดค่าตั้งต้นได้เฉลี่ยวันละ 4,500 ก้าว ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างเท่านั้น
| ช่วง (ตัวอย่าง) | เป้าเฉลี่ยต่อวัน | วิธีเพิ่ม |
|---|---|---|
| สัปดาห์ที่ 1 | ราว 4,500 ก้าว | วัดค่าตั้งต้น ใช้ชีวิตตามปกติ |
| สัปดาห์ที่ 2–3 | ราว 5,500 ก้าว | เดินหลังมื้อกลางวัน |
| สัปดาห์ที่ 4–5 | ราว 6,500 ก้าว | ลงรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ก่อนถึงหนึ่งป้าย |
| สัปดาห์ที่ 6–7 | ราว 7,500 ก้าว | เดินหลังมื้อเย็น และขึ้นบันไดแทนลิฟต์ |
| สัปดาห์ที่ 8 เป็นต้นไป | 8,000 ก้าวขึ้นไป | รักษาระดับ หรือเพิ่มต่อถ้ายังไหว |
มือถือจะนับก้าวเฉพาะตอนที่พกติดตัว ถ้าวางไว้บนโต๊ะ ก้าวช่วงนั้นจะไม่ถูกนับ ตัวเลขจึงเป็นค่าประมาณ ใช้ดูแนวโน้มของตัวเองมากกว่าเทียบกับคนอื่น
ไอเดียเพิ่มก้าวในชีวิตประจำวันแบบไทย ๆ
ไม่ต้องหาเวลาพิเศษเสมอไป หลายอย่างแทรกเข้าไปในสิ่งที่ทำอยู่แล้วได้
ระหว่างเดินทาง
- เดินไปสถานี BTS หรือ MRT แทนนั่งวินมอเตอร์ไซค์ในระยะที่เดินได้
- ลงรถเมล์หรือรถไฟฟ้าก่อนถึงหนึ่งป้าย
- จอดรถไกลจากทางเข้าห้างหรือออฟฟิศขึ้นอีกหน่อย
- เดินไปตลาดหรือร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านแทนขับรถ
ที่ทำงานและที่บ้าน
- ขึ้นลงบันไดสักสองสามชั้นแทนลิฟต์
- เดินคุยโทรศัพท์ หรือประชุมออนไลน์ที่ไม่ต้องดูจอ
- ลุกเดินไปเติมน้ำหรือเข้าห้องน้ำชั้นอื่นบ้าง
- ทำงานบ้าน กวาดถู ล้างรถ รดน้ำต้นไม้ด้วยตัวเอง
หลังมื้ออาหารและวันหยุด
- เดินเล่นสั้น ๆ หลังมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น
- วันร้อนหรือฝนตก เดินในห้างหรือสวนที่มีร่มเงา
- เดินรอบสวนสาธารณะช่วงเช้าหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัด
- ชวนเพื่อนหรือครอบครัวเดินเที่ยวแทนนั่งร้านอย่างเดียว
อากาศบ้านเราร้อนและชื้น ถ้าเดินกลางแจ้งให้เลือกช่วงที่แดดไม่แรง ดื่มน้ำให้พอ และหยุดพักถ้าเวียนหัวหรือเหนื่อยผิดปกติ
เดินอย่างเดียวพอไหม ใช้คู่กับเวทและการกินอย่างไร
การเดินเป็นกิจกรรมที่ทำได้เกือบทุกวัน เหนื่อยน้อย และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ แต่ไม่ได้แทนการเล่นเวทได้ทั้งหมด ระหว่างลดน้ำหนัก การฝึกแรงต้านช่วยให้ร่างกายยังได้รับสัญญาณให้รักษากล้ามเนื้อไว้ ส่วนการเดินช่วยเพิ่มพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน ทั้งสองอย่างจึงเสริมกัน อ่านการเปรียบเทียบเพิ่มเติมได้ที่ คาร์ดิโอหรือเวทเทรนนิ่ง แบบไหนลดไขมันได้ดีกว่า
- วันเล่นเวท ยังเดินตามปกติได้ การเดินเบา ๆ ไม่ได้หนักเท่าการซ้อมเวท
- วันพัก ใช้เป็นวันเดินมากขึ้น ช่วยให้ร่างกายไม่ตึงและยังได้ขยับตัว
- หลังวันซ้อมขาหนัก ถ้าปวดระบมมาก เดินช้าลงหรือสั้นลงได้ ไม่ต้องฝืน
เรื่องการกิน บางคนเดินมากขึ้นแล้วรู้สึกหิวขึ้นหรือให้รางวัลตัวเองด้วยของหวาน ถ้าเป็นแบบนั้น น้ำหนักอาจไม่ลดอย่างที่คาด กลับกัน ช่วงที่กินน้อยลง บางคนอาจเผลอขยับตัวน้อยลงโดยไม่รู้ตัว เช่น นั่งนานขึ้นเพราะรู้สึกเหนื่อย การดูค่าเฉลี่ยก้าวรายสัปดาห์ช่วยให้เห็นเรื่องนี้ ถ้าน้ำหนักหยุดลงมาหลายสัปดาห์ ลองเช็กข้อนี้ร่วมกับสาเหตุอื่นใน น้ำหนักไม่ลงทำอย่างไรดี
และถ้าหวังว่าการเดินจะทำให้พุงยุบเป็นพิเศษ ไขมันไม่ได้ลดเฉพาะส่วนแบบนั้น แต่ลดจากทั้งตัวเมื่อพลังงานขาดดุล อ่านเหตุผลได้ในเล่นท้องช่วยลดพุงได้ไหม
คำถามที่พบบ่อย
ต้องเดินให้ได้วันละ 10,000 ก้าวไหม
ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลขนี้พอดี งานวิเคราะห์รวมพบว่าความเสี่ยงการเสียชีวิตลดลงตามจำนวนก้าวที่มากขึ้น แล้วเริ่มคงที่ราว 8,000–10,000 ก้าวต่อวันในคนอายุต่ำกว่า 60 ปี และราว 6,000–8,000 ก้าวในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ถ้าตอนนี้เดินน้อยกว่านั้น ค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อยก็ได้
เดินอย่างเดียวลดน้ำหนักได้ไหม
ช่วยได้ถ้าทำให้พลังงานที่ใช้มากกว่าที่กิน แต่ถ้าเดินมากขึ้นแล้วกินเพิ่มตาม น้ำหนักอาจไม่ลด ได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับการคุมอาหารและการเล่นเวทเพื่อรักษากล้ามเนื้อ
เดินเร็วหรือเดินช้าดีกว่ากัน
ทั้งสองแบบใช้พลังงานและนับเป็นก้าวได้ การเดินช้าสะสมระหว่างวันทำได้ง่ายและต่อเนื่อง ส่วนการเดินเร็วจนหายใจแรงขึ้นแต่ยังพูดคุยได้ นับเป็นกิจกรรมระดับปานกลางที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่ทำสัปดาห์ละ 150–300 นาที
ต้องเดินต่อเนื่องครั้งละนาน ๆ ไหม
ไม่จำเป็น การเดินสั้น ๆ หลายช่วงระหว่างวันก็รวมเป็นจำนวนก้าวและพลังงานที่ใช้ได้เหมือนกัน เลือกรูปแบบที่เข้ากับตารางชีวิตและทำได้สม่ำเสมอ
เดินด้วย ยกเวทด้วย
ให้ FitTrack ดูแลฝั่งเวทเทรนนิ่ง
จำนวนก้าวดูได้จากแอปสุขภาพในมือถือ ส่วนการเล่นเวท บันทึกใน FitTrack แล้วดูน้ำหนักรวมที่ยกได้รายวัน รายเดือน และรายปีเทียบกับช่วงก่อน พร้อมตารางซ้อมรายสัปดาห์ที่แอปจัดให้ตามจำนวนวันที่ซ้อมได้
แหล่งอ้างอิง
- Levine JA, Eberhardt NL, Jensen MD. Role of nonexercise activity thermogenesis in resistance to fat gain in humans. Science. 1999;283(5399):212–214.
- Paluch AE, Bajpai S, Bassett DR, et al. Daily steps and all-cause mortality: a meta-analysis of 15 international cohorts. Lancet Public Health. 2022;7(3):e219–e228.
- Bull FC, Al-Ansari SS, Biddle S, et al. World Health Organization 2020 guidelines on physical activity and sedentary behaviour. Br J Sports Med. 2020;54(24):1451–1462.
- Donnelly JE, Blair SN, Jakicic JM, et al. American College of Sports Medicine Position Stand. Appropriate physical activity intervention strategies for weight loss and prevention of weight regain for adults. Med Sci Sports Exerc. 2009;41(2):459–471.
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยวางแผนการซ้อม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ามีโรคประจำตัว บาดเจ็บ หรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เป็นเบาหวาน โรคไต หรือโรคหัวใจ ใช้ยาเป็นประจำ หรือเคยมีภาวะผิดปกติด้านการกิน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับเปลี่ยนการกิน