ตารางซ้อมและการฟื้นตัว
Training Volume คืออะไร คำนวณน้ำหนักรวมที่ยกได้ต่อวันอย่างไร
คำตอบสั้น ๆ
Training volume คือปริมาณการซ้อม นับได้ทั้งจำนวนเซ็ต และน้ำหนักรวม (volume load) ซึ่งคำนวณจาก น้ำหนัก × จำนวนครั้ง × จำนวนเซ็ต เช่น สควอต 60 กก. 8 ครั้ง 3 เซ็ต = 1,440 กก. น้ำหนักรวมเหมาะไว้เทียบความก้าวหน้าของตัวเองในโปรแกรมเดิม แต่ตัวเลขที่มากกว่าไม่ได้แปลว่ากล้ามโตมากกว่าเสมอ เพราะยกเบาครั้งเยอะก็ได้น้ำหนักรวมสูงกว่ายกหนักได้
Training Volume คืออะไร
Training volume หรือปริมาณการซ้อม คือคำตอบของคำถามว่า "ซ้อมไปมากแค่ไหน" ซึ่งนับได้หลายแบบ สองแบบที่ใช้กันบ่อยในการเล่นเวทคือ
- จำนวนเซ็ต เช่น อก 10 เซ็ตต่อสัปดาห์ นิยมใช้วางโปรแกรมเพิ่มกล้าม (ดูว่าควรกี่เซ็ตใน เล่นกี่เซ็ตต่อสัปดาห์กล้ามถึงโต)
- น้ำหนักรวม หรือ volume load บางคนเรียก tonnage คือเอาน้ำหนักคูณจำนวนครั้งและจำนวนเซ็ต แล้วรวมทุกท่า ได้ออกมาเป็นกิโลกรัมหรือตัน
McBride และคณะ (2009) ลองคำนวณปริมาณการซ้อมด้วยวิธีต่าง ๆ 4 แบบ ทั้งน้ำหนักรวม เวลาที่กล้ามออกแรง (time under tension) และงานทางฟิสิกส์ (แรง × ระยะทาง) กับโปรแกรมที่ใช้น้ำหนักต่างกัน ผลคือแต่ละวิธีให้ตัวเลขต่างกันมาก จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่บอกปริมาณการซ้อมได้ครบ ที่สำคัญคือเลือกวิธีหนึ่งแล้วนับแบบเดิมทุกครั้ง
วิธีคำนวณน้ำหนักรวม
สูตรของท่าเดียวคือ
น้ำหนักรวม = น้ำหนัก (กก.) × จำนวนครั้งต่อเซ็ต × จำนวนเซ็ต
ถ้าเล่นหลายท่าในวันเดียว ให้คำนวณทีละท่าแล้วบวกกัน หาร 1,000 ถ้าอยากได้หน่วยตัน
- น้ำหนัก60 กก.
- × จำนวนครั้ง8 ครั้ง
- × จำนวนเซ็ต3 เซ็ต
- = น้ำหนักรวม1,440 กก.หรือ 1.44 ตัน
กติกาที่ควรตั้งไว้ให้ชัด เพื่อให้เทียบกับตัวเองได้ตรง
- เซ็ตที่ใช้น้ำหนักหรือจำนวนครั้งไม่เท่ากัน คำนวณแยกทีละเซ็ตแล้วบวกกัน เช่น 60 กก. × 8 ครั้ง บวก 55 กก. × 10 ครั้ง = 480 + 550 = 1,030 กก.
- ดัมเบลคู่ จะใส่น้ำหนักข้างเดียวหรือรวมสองข้างก็ได้ แต่ต้องใส่แบบเดิมทุกครั้ง
- เซ็ตวอร์มอัพ เลือกว่าจะนับหรือไม่นับ แล้วทำแบบเดิมทุกครั้ง
- ท่าน้ำหนักตัว อย่างวิดพื้น สูตรนี้นับเฉพาะน้ำหนักที่ถือหรือใส่เพิ่ม ท่าแบบนี้จึงได้ศูนย์ ควรดูจำนวนครั้งแทน
ตัวอย่างน้ำหนักรวมใน 1 วัน
ตัวอย่างสองวันจากตารางแบบ Upper Lower ตัวเลขน้ำหนักเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่น้ำหนักที่ทุกคนควรยก
| ท่า | น้ำหนัก × ครั้ง × เซ็ต | น้ำหนักรวม |
|---|---|---|
| วัน Upper | ||
| เบนช์เพรส | 60 กก. × 8 × 3 | 1,440 กก. |
| บาร์เบลโรว์ | 50 กก. × 10 × 3 | 1,500 กก. |
| ดันไหล่ | 30 กก. × 10 × 3 | 900 กก. |
| แลตพูลดาวน์ | 45 กก. × 10 × 3 | 1,350 กก. |
| รวมวัน Upper | 5,190 กก. | |
| วันขา | ||
| สควอต | 80 กก. × 8 × 4 | 2,560 กก. |
| เลกเพรส | 150 กก. × 10 × 3 | 4,500 กก. |
| โรมาเนียนเดดลิฟต์ | 60 กก. × 10 × 3 | 1,800 กก. |
| เลกเคิร์ล | 40 กก. × 12 × 3 | 1,440 กก. |
| เขย่งน่อง | 60 กก. × 12 × 3 | 2,160 กก. |
| รวมวันขา | 12,460 กก. | |
เป้า 10 ตันต่อวันผ่านง่ายในวันขา แต่ไม่ถึงในวันท่อนบน ทั้งที่ซ้อมหนักพอกัน
วันขาได้น้ำหนักรวมมากกว่าวันท่อนบนเกินเท่าตัว ไม่ได้แปลว่าวันขาซ้อมหนักกว่า แต่เพราะท่าขาอย่างเลกเพรสใช้น้ำหนักได้มากกว่าท่าแขนหรือไหล่หลายเท่า ถ้าจะเทียบ จึงควรเทียบวันขากับวันขาครั้งก่อน และวัน Upper กับวัน Upper ครั้งก่อน
น้ำหนักรวมบอกอะไรไม่ได้
ยกเบาครั้งเยอะ ได้ตัวเลขสูงกว่ายกหนัก
ท่าเดียวกัน ถ้ายก 100 กก. 5 ครั้ง 3 เซ็ต ได้ 1,500 กก. แต่ถ้ายก 60 กก. 15 ครั้ง 3 เซ็ต ได้ 2,700 กก. ตัวเลขฝั่งยกเบาสูงกว่าเกือบเท่าตัว
ถ้าเล่นใกล้หมดแรงทั้งสองแบบ กล้ามโตใกล้เคียงกัน แต่ยกหนักได้แรงเพิ่มมากกว่า (Schoenfeld และคณะ, 2017)
งานวิเคราะห์รวม (meta-analysis) ของ Schoenfeld และคณะ (2017) พบว่าถ้าเล่นจนถึงจุดหมดแรง การฝึกด้วยน้ำหนักเบา (ไม่เกิน 60% ของ 1RM) กับน้ำหนักหนักทำให้กล้ามโตใกล้เคียงกัน แต่การยกหนักทำให้แรงเพิ่มขึ้นมากกว่า น้ำหนักรวมที่มากกว่าจึงไม่ได้แปลว่ากล้ามโตมากกว่า และยิ่งไม่ได้แปลว่าแข็งแรงขึ้นมากกว่า (อ่านเพิ่มใน ยกหนักหรือยกเบา กี่ครั้งต่อเซ็ตกล้ามเนื้อถึงจะโต)
ไม่รู้ว่าแต่ละเซ็ตหนักพอหรือเปล่า
8 ครั้งที่ยังเหลือแรงอีกมาก กับ 8 ครั้งที่เกือบยกต่อไม่ไหว ได้น้ำหนักรวมเท่ากัน แต่เป็นเซ็ตที่ต่างกันมาก จึงควรดูความหนักของเซ็ตควบคู่ไปด้วย (ดู RPE และ RIR คืออะไร)
เทียบข้ามท่าหรือเทียบกับคนอื่นไม่ได้
ท่าที่ใช้น้ำหนักได้มากจะได้ตัวเลขสูงเสมอ ส่วนท่าน้ำหนักตัวได้ศูนย์ทั้งที่ออกแรงจริง งานของ McBride และคณะ (2009) มีโปรแกรมจั๊มพ์สควอตที่ไม่ใช้น้ำหนักเพิ่ม น้ำหนักรวมของโปรแกรมนี้ต่างจากโปรแกรมที่ใช้บาร์เบลอย่างชัดเจน ขณะที่งานทางฟิสิกส์ที่รวมน้ำหนักตัวและระยะที่เคลื่อนที่ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ใช้น้ำหนักรวมให้เป็นประโยชน์
- เทียบกับวันแบบเดียวกันของตัวเอง ถ้าน้ำหนักรวมของวันขาค่อย ๆ ขยับขึ้นในหลายสัปดาห์ โดยความหนักของเซ็ตใกล้เคียงเดิม แปลว่ายกได้หนักขึ้นหรือได้ครั้งมากขึ้น ซึ่งเป็นหลักของ Progressive Overload
- ดูแนวโน้ม ไม่ใช่ครั้งเดียว แรงแต่ละวันไม่เท่ากัน ตัวเลขลดลงหนึ่งครั้งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าลดลงหลายครั้งติดกัน ลองดูเรื่องเวลาพักใน กล้ามเนื้อต้องพักกี่วัน
- ตัวเลขไม่ขยับหลายสัปดาห์ ทั้งที่นอนพอและพักพอ ถ้าเป้าหมายคือเพิ่มกล้าม ลองดูว่ากินพอหรือยังใน เพิ่มกล้ามแบบ Lean Bulk บางคนใช้ ครีเอทีน ซึ่งอาจช่วยให้ยกได้เพิ่มอีกไม่กี่ครั้งในเซ็ตหนัก
- อย่าเพิ่มเซ็ตเบา ๆ เพื่อให้ตัวเลขถึงเป้า เซ็ตที่เหลือแรงอีกมากทำให้ตัวเลขสูงขึ้น แต่ช่วยเรื่องกล้ามได้น้อย
ตั้งเป้ากี่ตันต่อวันดี
ไม่มีตัวเลขมาตรฐานจากงานวิจัย เพราะน้ำหนักรวมขึ้นกับท่า ตาราง และน้ำหนักที่แต่ละคนยกได้ คนที่เพิ่งเริ่มอาจได้วันละไม่กี่ตัน ส่วนวันขาของคนที่ซ้อมมานานอาจได้เกิน 10 ตันตามตัวอย่างด้านบน
วิธีตั้งเป้าที่ใช้ได้จริง
- บันทึกตามปกติสัก 2–4 สัปดาห์ ยังไม่ต้องตั้งเป้า
- ดูค่าเฉลี่ยของวันที่ซ้อม แล้วตั้งเป้าใกล้ค่านั้น
- ถ้าถึงเป้าเกือบทุกวันซ้อมเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ค่อยขยับเป้าขึ้นทีละน้อย
ถ้าในสัปดาห์มีทั้งวันขาและวันท่อนบน ให้คิดว่าเป้าคือค่าเฉลี่ย บางวันเกิน บางวันไม่ถึงเป็นเรื่องปกติ
น้ำหนักรวมใน FitTrack
FitTrack คำนวณน้ำหนักรวมให้เองจากทุกเซ็ตที่บันทึก ด้วยสูตรน้ำหนัก × จำนวนครั้ง × จำนวนเซ็ต
- เป้าหมายวันนี้ ที่หน้าบันทึกแสดงน้ำหนักรวมของวันเทียบกับเป้าเป็นตัน ค่าเริ่มต้นคือ 10 ตัน ซึ่งเป็นแค่ตัวเลขตั้งต้น ไม่ใช่คำแนะนำ แก้เป้าได้ มีปุ่มเลือกเร็ว 5, 8, 10, 15 และ 20 ตัน และแอปบอกค่าเฉลี่ยของวันที่ซ้อมใน 30 วันล่าสุดไว้ให้ตั้งเป้าตามจริง
- แท็บกราฟ ดูน้ำหนักรวมรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี และแยกตามส่วนของร่างกาย
- วิดพื้นและคาร์ดิโอ นับเป็นจำนวนครั้งและนาที ไม่รวมในน้ำหนักรวม
- ระดับนักยก สำหรับคนที่เข้าสู่ระบบด้วย Google ใช้น้ำหนักรวมสะสมทั้งหมดในการเลื่อนระดับ
แอปบันทึกตามมัดกล้ามเนื้อ ไม่ได้แยกตามท่า ถ้าอยากเทียบทีละท่า ให้บันทึกท่าหลักของมัดนั้นให้เหมือนเดิมในแต่ละครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
Training volume กับ volume load ต่างกันอย่างไร
Training volume คือปริมาณการซ้อมโดยรวม นับได้หลายแบบ เช่น จำนวนเซ็ตต่อสัปดาห์ ส่วน volume load เป็นวิธีนับแบบหนึ่ง คือน้ำหนัก × จำนวนครั้ง × จำนวนเซ็ต รวมกันทุกท่า ออกมาเป็นกิโลกรัมหรือตัน
วิดพื้นหรือท่าน้ำหนักตัวนับน้ำหนักรวมอย่างไร
สูตรน้ำหนักรวมนับเฉพาะน้ำหนักที่ถือหรือใส่เพิ่ม ท่าที่ใช้แค่น้ำหนักตัวจึงได้น้ำหนักรวมเป็นศูนย์ ท่าแบบนี้ควรดูจำนวนครั้งแทน FitTrack จึงนับวิดพื้นเป็นจำนวนครั้ง และไม่รวมในน้ำหนักรวมต่อวัน
น้ำหนักรวมยิ่งเยอะ กล้ามยิ่งโตไหม
ไม่เสมอไป ยกเบาครั้งเยอะได้น้ำหนักรวมมากกว่ายกหนัก แต่ถ้าเล่นใกล้หมดแรงทั้งสองแบบ งานวิเคราะห์รวมพบว่ากล้ามโตใกล้เคียงกัน ใช้น้ำหนักรวมเทียบกับตัวเองในโปรแกรมเดิม และนับจำนวนเซ็ตที่หนักพอประกอบด้วย
ควรตั้งเป้าน้ำหนักรวมกี่ตันต่อวัน
ไม่มีตัวเลขมาตรฐานจากงานวิจัย เพราะขึ้นกับท่า ตาราง และน้ำหนักที่ยกได้ วิธีที่ใช้ได้จริงคือดูค่าเฉลี่ยของวันที่ซ้อมในช่วงล่าสุด แล้วตั้งเป้าใกล้ค่านั้น ค่อยขยับขึ้นเมื่อยกได้หนักหรือได้ครั้งมากขึ้น
ไม่ต้องกดเครื่องคิดเลข
ให้ FitTrack รวมน้ำหนักให้ทุกเซ็ต
บันทึกน้ำหนัก จำนวนครั้ง และจำนวนเซ็ต แอปรวมเป็นตันให้ทันที เทียบกับเป้าของวัน และดูกราฟย้อนหลังได้ทุกช่วง
แหล่งอ้างอิง
- McBride JM, McCaulley GO, Cormie P, Nuzzo JL, Cavill MJ, Triplett NT. Comparison of methods to quantify volume during resistance exercise. J Strength Cond Res. 2009;23(1):106–110.
- Schoenfeld BJ, Grgic J, Ogborn D, Krieger JW. Strength and hypertrophy adaptations between low- vs. high-load resistance training: a systematic review and meta-analysis. J Strength Cond Res. 2017;31(12):3508–3523.
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยวางแผนการซ้อม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ามีโรคประจำตัว บาดเจ็บ หรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน